19
2011
“อาหารใกล้ตัว”ยาวิเศษเพิ่มพลังสมอง
บำรุงง่าย ๆ ด้วยอาหาร 4 อย่าง ทำสมองไบรท์สดใสทุกวัน ช่วยการรับรู้ และความจำดีขึ้น ในแต่ละวันวัยเรียนต้องใช้สมองเพื่อเรียนรู้ และจดจำสิ่งต่าง ๆ มากมาย หลายคนจึงมักมีอาการเบลอ ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งเมื่อสมองอ่อนล้า ดังนั้น วิธีบำรุง เพื่อให้กระบวนการรับรู้ไม่สะดุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เริ่มต้นง่าย ๆ จากอาหารใกล้ตัวของน้อง ๆ กันก่อนเลย ดื่มโกโก้ ซึ่งฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่มากมายในเมล็ดโกโก้ จะช่วยเพิ่มหน่วยความจำด้วยการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทานปลา เนื้อปลามีโอเมก้า ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ ยังมี DHA ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และการเจริญเติบโตของสมอง รวมทั้งป้องกันหน่วยความจำโดยทำให้เซลล์เยื่อหุ้มสมองยืดหยุ่น พบมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาช่อน ปลานวลจันทร์ เป็นต้น
1
2011
สมาธิสั้น เพราะทำแต่เรื่องยุ่ง ๆ
คอมพิวเตอร์ สมาธิสั้น เพราะทำแต่เรื่องยุ่ง ๆ (Lisa) มาดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณกัน… หนึ่งหน้าต่างเอาไว้แชท อีกหน้าต่างเอาไว้เช็กอีเมล์ พร้อม ๆ กับเล่นเฟซบุ๊ก และเปิดไมโครซอฟท์เวิร์ดทิ้งไว้แล้วทำงานไปด้วย… ถ้าคุณเข้าข่ายแบบนี้ เราขอแนะนำให้ปิดหน้าจอที่ไม่จำเป็นต้องใช้เสีย เพราะการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า คนที่ทำงานหลายอย่างด้วยสื่อต่าง ๆ พร้อมกัน จะมีสมาธิต่ำกว่าคนที่ทำงานเพียงสิ่งเดียวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนเหล่านี้มักจะไขว้เขวกับข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย และเก็บข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์เอาไว้ในความทรงจำระยะสั้น
28
2011
ตรวจร่างกายด้วยตนเองเลี่ยง 6 มะเร็งร้ายยอดฮิต!!
ปัจจุบัน “โรคมะเร็ง” เป็นอีกโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสาเหตุมาจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลพิษ ที่เปลี่ยนไปและการใช้ชีวิตที่ หนักหน่วงทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่ไม่ค่อยจะทะนุถนอมสุขภาพกันเท่าที่ ควร เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ จึงก่อให้เกิดมะเร็งร้ายต่างๆ ตามมา ดังนั้นถ้าเรารู้จักสำรวจและตรวจหาความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนก็จะช่วยป้องกัน มะเร็ง 6 ชนิดยอดฮิตได้ นายแพทย์ศักดิ์พิศิษฏ์ นวสิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ความรู้ว่า โรคมะเร็งในปัจจุบันนี้เราให้ความสนใจมากขึ้นและถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควร ทำความรู้จัก โดยเฉพาะมะเร็ง 6 ชนิดที่พบกันบ่อยได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
5
2011
แนะกินข้าวให้ถูกวิธี…กินแบบไทยดีที่สุด
แม้ว่าในช่วงหลังมานี้ กระแสรักสุขภาพจะมาแรง จนทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจในการกินมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น คนจำนวนมากก็ยังกินไม่ถูกหลัก แม้กระทั่งอาหารหลักอย่าง “ข้าว” ก็ยังกินกันไม่ถูกวิธี ผศ.รวีโรจน์ อนันตธนาชัย เจ้าของวิชาโภชนศาสตร์ครอบครัวและอาหารเพื่อสุขภาพ ประจำหลักสูตรคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า การกินที่ถูกหลัก คือ ต้องกินข้าวมาก กินข้าวมากกว่าผัก กินผักมากกว่าผลไม้ ข้าวกับผักต้องมากกว่าเนื้อสัตว์และไขมัน หากตีเป็นเปอร์เซ็นต์ พลังงานที่ควรจะได้รับจากคาร์โบไฮเดรตต้องมากที่สุด คือประมาณ 55-65% ของพลังงานทั้งหมด โปรตีน 10-15% และไขมันประมาณ 25-30%
30
2011
10 นิสัยทำร้ายสมองที่ไม่ควรมองข้าม
ใครที่กำลังอยู่ในภาวะสมอง ตื้อคิดอะไรไม่ค่อยออก อย่ามองว่าเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสาเหตุนั้นอาจมาจากการที่สมองโดนทำร้าย วันนี้มีความรู้เกี่ยวกับ 10 นิสัยที่ทำร้ายสมองมาฝากกัน 1.ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่ที่จริงแล้วการไม่ทานอาหารเช้าเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่ เพียงพอ และทำให้สมองเสื่อมได้ 2.กินอาหารมากเกินไป การกินในจำนวนที่เยอะเกินพอดี เป็นต้นเหตุทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น 3.การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุของโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
26
2011
“เลือก” อาหาร เสริมสร้างมวลกระดูก
เทคนิคง่ายๆ ของการ “เลือก” รับประทานอาหาร เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรง 1. รับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคือ 800 – 1,200 มิลลิกรัม แต่ในวัยผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรบริโภคแคลเซียมให้ได้ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
22
2011
โรคเอเอ็มดี (AMD) ระวังตาบอดเมื่อสูงวัย
โรคเอเอ็มดี หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ เป็นโรคที่พบในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะตาบอดได้….. เรื่อง อณุศรา ทองอุไร โรคเอเอ็มดี หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ (Age-related macular degeneration หรือ AMD) เป็นโรคที่พบในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะตาบอดได้ จากการสำรวจโดยองค์การอนามัยโลกปี 2552 โรคเอเอ็มดีเป็นสาเหตุอันดับ 4 ของภาวะตาบอดในประชากรทั่วโลก โดยพบรองจากโรคต้อกระจก สายตาผิดปกติที่ไม่ได้รับการแก้ไขและต้อหิน
19
2011
5 ความขี้เกียจที่ผู้หญิงไม่ควรทำ
5 พฤติกรรมขี้เกียจที่ผู้หญิงไม่ควรทำ มีอะไรบ้าง วันนี้เรามีมาบอก 1. ไม่ล้างเครื่องสำอาง ปัญหาใหญ่ของผู้หญิงหลายคน ที่ชอบอ้างว่าง่วงนอน จึงไม่พิถีพิถันในการล้างใบหน้าให้สะอาด จนกลายเป็นสิวในที่สุด 2. ไม่ชอบถอดคอนแทคเลนส์เวลานอน พฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจถึงขั้นตาบอดได้ 3. ไม่ยอมเคี้ยวอาหารให้ละเอียด พฤติกรรมนี้เป็นการทำร้ายกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างแรง 4. ไม่เช็ดฝารองชักโครก หลายคนอาจละเลย แต่จงรู้ไว้ว่าฝารองชักโครกเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี ฉะนั้นก่อนใช้ควรเช็ดฝารองชักโกรกทุกครั้ง 5. ขี้เกียจถือโทรศัพท์ ชอบเอามาแนบระหว่างลำคอกับบ่า ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวเกิดอาการเกร็ง ผู้ใช้จะรู้สึกปวดคอเรื้อรัง แล้วกลายเป็นเส้นประสาทกล้ามเนื้ออักเสบในที่สุด
13
2011
อาการปวด จากการทำงาน หรือความเครียด
เมื่อกล่าวถึงการบาดเจ็บ จากการทำงาน เรามักคิดถึงการยกของหนักแล้วทำให้ปวดหลัง การนั่งพิมพ์งานมากๆ แล้วปวดไหล่ ศอก และข้อมือ การก้มศีรษะมากๆ ทำให้ปวดคอ การ บาดเจ็บดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่พบได้ทั่วไป ที่มีทั้งการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน ซึ่งมีต้นเหตุชัดเจน และการบาดเจ็บแบบที่มีการสะสม ซึ่งต้นเหตุและเวลาที่เกิดไม่ชัดเจน มุมมองดังกล่าวทำให้เรามองภาพของการบาดเจ็บในแง่มุมเดียวคือการบาดเจ็บทาง กายที่มีผลจากปัจจัยทางกายภาพ มีภาพอีกภาพหนึ่งคือการบาดเจ็บทางกายที่มีผลเกี่ยวข้องกับความเครียดและ อารมณ์ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียน พบว่าการบาดเจ็บทางกายที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้จากทางอารมณ์ด้วย ทั้งเป็นสาเหตุโดยตรงและโดยอ้อม
12
2011
6 ท่านวดให้หนุ่ม-สาวออฟฟิศ
ด้วย วิถีการดำเนินชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบในปัจจุบัน ส่งผลให้ร่างกายและผิวพรรณต้องพบกับความเครียด มลภาวะ และอนุมูลอิสระต่างๆ มากมาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อดูแลสุขภาพร่างกายและผิวพรรณจึงเป็น สิ่งสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผิวมาแนะวิธีการดูแลสุขภาพและความงาม ด้วยการนวดบำบัด กดจุด และคลายเครียด ซึ่ง “ศาสตร์แห่งการนวดบำบัด” จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและต่อมน้ำเหลืองและเป็นการเพิ่มอัตราการ ส่งผ่านโลหิตและออกซิเจนเพื่อไปหล่อเลี้ยงผิวได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยกระตุ้นกระบวนการขับของเสีย และกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้นเพื่อให้ผิวคืนความมีชีวิตชีวา สดใส แข็งแรง


An article by ilryadmin














