5
2010
แกลง โมเดล(Klaeng Model)ฟื้นแกลงเมืองเก่า บอกเล่าแกลงมุมใหม่ (รายงานพิเศษ)
แกลง เป็นอำเภอเก่าแก่อายุมากกว่า 200 ปีของจังหวัดระยอง มีบันทึกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช เมืองแกลงถือกำเนิดแล้ว
แกลง โมเดล (Klaeng Model) หรือรูปแบบการพัฒนาของเทศบาลตำบลเมืองแกลง 1 ใน 17 องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นของอ.แกลง ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมต.ทางเกวียน และบางส่วนต.วังหว้า
โดยสรุป แกลง โมเดล คือรูปแบบการพัฒนาที่มุ่งค้นหาตัวตน รากเหง้าตัวเอง แล้วทุ่มเทสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนหลากหลายมิติที่เชื่อมโยงซึ่งกัน และกัน มากกว่าการมุ่งพัฒนาเมืองในรูปแบบทั่วไปที่นิยมทำกัน ซึ่งมักมีวิธีคิดพึ่งพิง “เงิน” เป็นสรณะ มากกว่า “ความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน”
หัวเรี่ยวหัวแรงของแกลง โมเดล คือ นายสมชาย จริยเจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองแกลง และคณะ ซึ่งได้รับความไว้วางใจบริหารเทศบาลเมืองแกลงติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3
พื้นที่เทศบาลตำบลเมืองแกลง ส่วนใหญ่เป็นชุมชนการค้า บวกชายขอบที่ยังเป็นพื้นที่การเกษตรบางส่วน เขตเมืองจึงมีปัญหาสิ่งแวดล้อมสูง ไม่ว่าปัญหาขยะ น้ำเสีย อากาศเสีย
ที่เทศบาลเมืองแกลง ขยะกลายเป็นวิธีบริหารจัดการแสนคลาสสิก จากที่เคยลงทุนซื้อถังขยะมาวางไว้หน้าบ้าน ไปๆมาๆขยะก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นจนล้นและเหม็น ท้ายที่สุด ต้องตัดสินใจยกเลิกถังขยะ และให้ครัวเรือนนำขยะมาวางไว้หน้าบ้านช่วงกลางคืน แล้วรถเทศบาลมาเก็บไปจัดการ
วิธีจัดการดั้งเดิมคือฝังกลบ เสียค่าจัดการเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1 บาท วันหนึ่งๆมีขยะ 20 ตัน ต้องเสียค่าใช้จ่าย 20,000 บาท/วัน เทศบาลเมืองแกลงเปลี่ยนวิธีคิดทำของเสียไม่ให้เสียของ นั่นคือการคัดแยกขยะ
1.ขยะที่แปลงเป็นเงินได้เลย ทั้งRe-use Re-cycle เช่น พลาสติก กล่องนมยูเอชที ขวดแก้ว สามารถขายได้เลย มีสัดส่วน 17%
2.ขยะอินทรีย์ จำพวก เศษผักผลไม้ กิ่งไม้ กระทั่งเศษอาหาร มีสัดส่วน 83% ขยะอินทรีย์นำไปผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ก๊าซชีวภาพ(มีเทน) โดยผ่านกระบวนการหลากหลาย เช่น ใช้เป็นอาหารสำหรับหมู เป็ด แพะ กระต่าย วัว ที่เทศบาลเลี้ยงไว้ จนกระทั่งไส้เดือนที่เพาะเลี้ยงเป็นฟาร์ม และจุลินทรีย์ ซึ่งแทบไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดการเลย
ตรงข้าม ผลผลิตที่ได้ เช่น ปุ๋ยสด จำพวกขี้แพะ ขี้กระต่าย ขี้หมูหลุมผสมน้ำจุลินทรีย์ ขี้ไส้เดือน ปุ๋ยหมัก จำพวกปุ๋ยหมักจากเศษกิ่งไม้ใบหญ้า หรือ น้ำหมักชีวภาพจากน้ำขี้ไส้เดือน กลายเป็นเงินทั้งสิ้น และใช้ในกิจกรรมของเทศบาลด้วย เช่น แก๊สมีเทนใช้ในโรงฆ่าสุกร ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ใช้ในสวนสาธารณะ ที่เหลือก็ขายไป ซึ่งก็ไม่พอขาย
กระบวนการคัดแยกขยะรวมทั้งกิจกรรมทุกอย่าง จบลงด้วยการราดน้ำหมักชีวภาพทุกวันซึ่งลดกลิ่นลงได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่เช่นนั้นคงถูกชาวบ้านสวดชยันโตไปแล้ว
สุดท้ายสถานที่แห่งนี้ของเทศบาลเมืองแกลง ได้รับการคัดเลือกเป็น “ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ การจัดการเมือง และสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก”จากสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย อย่างน่าภาคภูมิใจ ทั้งที่มีฐานะแค่เทศบาลตำบลเท่านั้น
การจัดการวิธีนี้ไม่เพียงลดปริมาณขยะลงอย่างน้อย 15 % ลดค่าใช้จ่ายจากจัดการไปยังหลุมฝังกลบของเทศบาลที่อยู่ห่างออกไป และต่อยอดแปรเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายแล้ว ยังช่วยลดปัญหาโลกร้อนไปในตัวอีกด้วย
กระบวนการต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองแกลง ยังมีทั้งเรื่องการจราจรภายในเมือง ซึ่งเทศบาลใช้รถโดยสารสาธารณะ ขมสก.(ขนส่งเมืองแกลง)ใช้แก๊สแอลพีจี วิ่งบริการประชาชน 2 คัน ซึ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 33 กิโลกรัมคาร์บอน/คัน/วัน
ปัญหาใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมอีกข้อหนึ่งคือ แม่น้ำประแส สายเลือดหล่อเลี้ยงเมืองในอดีต ซึ่งประสบปัญหาเน่าเสียจากน้ำทิ้งของชุมชน และขยะ เทศบาลฯเริ่มต้นแก้ปัญหา ด้วยการใช้น้ำจุลินทรีย์อีเอ็มเป็นคันรถ เทลงไปช่วยฟื้นฟูเบื้องต้น พร้อมขุดลอกลำน้ำที่ตื้นเขินให้ลึกและกว้าง เพื่อให้ไหลระบายสะดวกขึ้น
จากนั้นจัดการต้นตอปัญหาคือครัวเรือน ด้วยการออกเทศบัญญัติให้บ้านที่ก่อสร้างใหม่ต้องมีถังดักไขมันด้วย บ้านไหนไม่ทำก็ไม่ออกบ้านเลขที่ให้ จากที่น้ำเคยเน่าเหม็น ก็ค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถใช้เป็นห้องรับแขกของเมืองแกลง นอกเหนือจากเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตัวอ่อน แหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง แหล่งท่องเที่ยวที่อุดมด้วยหิ่งห้อยยามค่ำคืน และแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาแกลง
ไขมันจากถึงดักเหล่านั้น เทศบาลฯต่อยอดด้วยการนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงฆ่าสุกร นอกเหนือจากก๊าซมีเทน และไม้ฟืน ลดค่าซื้อไม้ฟืนจากปีละนับแสนบาท เหลือระดับหลักหมื่นบาท
เทศบาลฯยังสร้างพื้นที่สีเขียว เช่น สนามกีฬา และสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 80 พระพรรษาจำนวน 132 ไร่ ซึ่งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์อนุญาตให้ใช้พื้นที่55 ไร่ นอกเหนือจากที่ดินที่ราษฎรบริจาคให้ 23 ไร่เศษ และเทศบาลฯซื้อเพิ่มเติม อีกทั้งยังซื้อที่ดินริมคลอง 8 แห่งเป็นพื้นที่สาธารณะ รวมแล้วเทศบาลแห่งนี้มีพื้นสีเขียวเกินกว่าที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ ด้วยซ้ำ
แกลง โมเดล ยังเชื่อมโยงเรื่องการศึกษาหลักสูตรเรียนรู้เรื่องเมืองแกลง สร้างความรู้ความเข้าใจบ้านเกิดให้เด็กนักเรียน และการเชื่อมโยงวัฒนธรรมประเพณีต่างๆอาทิ หอประวัติศาสตร์เมืองแกลง ที่แปลงที่ทำการสภ.เมืองแกลงในอดีตมาเป็นหอประวัติศาสตร์อันงดงามและมี ประวัติเมืองให้ศึกษา การสร้างนวัตกรรมประเพณี เช่น เทศกาลทำบุญกลางบ้านที่กระทำในแม่น้ำประแส เป็นกุศโลบายเชื่อมโยงชุมชนให้ร่วมรำลึกถึงบุญคุณของแม่น้ำ ไม่ทิ้งไม่เทของเน่าเสียลงไป รวมทั้งแนวคิดในการฟื้นให้แกลงเป็นเมืองอาหาร เพื่อการพึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะการปลูกข้าว พืชเศรษฐกิจในอดีต
ความสำเร็จงดงาม ของแกลง โมเดล ไม่ใช่รูปแบบ หากเป็นเนื้อแท้ที่ผู้นำของชุมชนเริ่มต้นก่อนอย่างทุ่มเท เสียสละ ศรัทธาจึงบังเกิด ตามด้วยการมีส่วนร่วมด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
งบประมาณ และเทคโนโลยี จึงไม่ใช่คำตอบในการพัฒนาชุมชน ซึ่งสวนทางกับหลายชุมชนที่ยึดเอางบประมาณ และเทคโนโลยีอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ลองคิดรักชาวบ้าน คิดรักชุมชน อย่างจริงใจ เงินกับเทคโนโลยี อาจเป็นเรื่องกระจอกไปเลยก็ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า
Comments
Powered by Facebook Comments
No related posts.

An article by ilryadmin











